
Small Modular Reactors (SMRs) กำลังได้รับความสนใจในฐานะหนึ่งในทางเลือกสำหรับระบบพลังงานในอนาคต ด้วยแนวคิดของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ ซึ่งสามารถออกแบบให้ผลิตไฟฟ้าได้สูงสุดประมาณ 300 MWe ต่อโมดูล และเน้นการใช้ชิ้นส่วนที่มีมาตรฐานและสามารถผลิตจากโรงงานได้
SMR จึงไม่ได้ถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่ต้องมาแทนที่พลังงานหมุนเวียน แต่มีศักยภาพในการทำงานร่วมกับ Solar, Wind และ Battery Storage เพื่อสนับสนุนการจ่ายไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพตลอด 24 ชั่วโมง
ความต้องการใช้ไฟฟ้ากำลังเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับการเติบโตของ Data Centers, Digital Infrastructure, EV & Battery Manufacturing, Advanced Manufacturing และ Petrochemical & Industrial Estates
ภาคธุรกิจเหล่านี้ไม่เพียงต้องการพลังงานไฟฟ้าในเชิงปริมาณ แต่ยังต้องการพลังงานไฟฟ้าที่มีคุณสมบัติสำคัญได้แก่
SMR จึงสามารถมีบทบาทในการเสริมระบบพลังงานที่มี Solar และ Wind เป็นองค์ประกอบซึ่งมีความผันผวนตามสภาพอากาศ
จากมุมมองที่ว่า "Nuclear หรือ Renewable?" แนวคิดสำคัญอาจเปลี่ยนเป็น
"Nuclear และ Renewables สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างไร"
ระบบพลังงานในอนาคตสามารถผสานจุดแข็งของแต่ละเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน

SMR ไม่ได้มีเพียงเทคโนโลยีเดียว ปัจจุบันมีแนวคิดของเครื่องปฏิกรณ์หลายรูปแบบที่อยู่ระหว่างการพัฒนา เช่น
หมายเหตุ: แต่ละเทคโนโลยีมีความแตกต่างกันในด้านสารหล่อเย็น เชื้อเพลิง อุณหภูมิการทำงาน คุณลักษณะด้านความปลอดภัย และการประยุกต์ใช้งาน

ประเทศไทยเริ่มมีการศึกษาและพิจารณาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ SMR ในกรอบการวางแผนพลังงานระยะยาว โดยร่าง Power Development Plan 2024 ระบุศักยภาพของกำลังผลิต SMR ประมาณ 600 MWe แบ่งเป็น SMR Plant 1 ขนาด 300 MWe และ SMR Plant 2 ขนาด 300 MWe โดยมีกรอบเวลาเดิมประมาณปี 2037
อย่างไรก็ตาม การระบุศักยภาพดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยได้ตัดสินใจสร้าง SMR แล้ว แต่สะท้อนว่า SMR กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการพูดคุยเรื่องยุทธศาสตร์พลังงานระยะยาวของประเทศ
ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณายังครอบคลุมถึง
การคัดเลือกเทคโนโลยี | การคัดเลือกสถานที่ | ความพร้อมของกฎระเบียบ | ความปลอดภัยด้านนิวเคลียร์ | ทรัพยากรมนุษย์ | การจัดการของเสีย | การเตรียมความพร้อมต่อเหตุฉุกเฉิน | การมีส่วนร่วมของประชาชน

หนึ่งในจุดที่ได้รับความสนใจคือแนวคิดด้าน Passive Safety Systems
SMR รุ่นใหม่หลายแบบมีการออกแบบระบบความปลอดภัยที่สามารถใช้แรงตามธรรมชาติ เช่น
แนวคิดดังกล่าวช่วยลดการพึ่งพาระบบที่ต้องใช้ไฟฟ้า เช่น ปั๊มหรือระบบหล่อเย็นแบบ Active และในบางการออกแบบ ระบบความปลอดภัยสามารถถูกรวมเข้ากับโครงสร้างของเครื่องปฏิกรณ์ได้
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า SMR ไม่มีความเสี่ยง การนำไปใช้งานยังคงต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการด้านต่างๆ ประกอบด้วย ความปลอดภัยด้านนิวเคลียร์ มาตรการป้องกัน การเตรียมความพร้อมต่อเหตุฉุกเฉิน ของเสียกัมมันภาพรังสี และการปลดประจำการ อย่างเข้มงวด

ขนาดเล็ก ไม่ได้หมายความว่าถูกกว่าเสมอไป
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่สามารถได้รับประโยชน์จาก Economies of Scale ขณะที่ SMR มีแนวโน้มพึ่งพาแนวคิด “Economy of Series”
หากสามารถผลิต Reactor Design เดียวกันซ้ำในโรงงานได้ อาจเกิดประโยชน์จาก
Standardization → Modular Manufacturing → Supply-chain Learning → Shorter Construction Periods → Replication
อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนของ SMR จะต้องพิสูจน์ผ่านการใช้งานจริง ทั้งในด้านต้นทุน ระยะเวลาการก่อสร้าง และประสิทธิภาพการดำเนินงาน

ทำความเข้าใจเทคโนโลยี SMR บทบาทต่อระบบพลังงาน และโอกาสสำหรับประเทศไทย
DMT เป็นบริษัทวิศวกรรมและที่ปรึกษาระดับนานาชาติ และเป็นส่วนหนึ่งของ TÜV NORD GROUP โดยมีความเชี่ยวชาญด้าน Engineering, Geotechnics, Exploration และ Natural Resources
การทำงานร่วมกันภายใต้ TÜV NORD GROUP ช่วยผสานความเชี่ยวชาญของ DMT กับ TÜV NORD ในด้าน Testing, Inspection, Certification และ Safety เพื่อสนับสนุนโครงการที่มีความซับซ้อน โดยเฉพาะด้าน พลังงาน อุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน
สำหรับเทคโนโลยีอย่าง Small Modular Reactors (SMRs) ความร่วมมือด้านองค์ความรู้เหล่านี้สามารถช่วยให้การพิจารณาโครงการครอบคลุมทั้งด้าน วิศวกรรม พื้นที่ ความปลอดภัย ความเสี่ยง และความยั่งยืน
เพราะการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ต้องอาศัยข้อมูลที่รอบด้านและการประเมินอย่างเป็นระบบ
TÜV NORD | DMT นำเสนอข้อมูลและมุมมองเกี่ยวกับ SMR เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าใจทั้ง โอกาส ความท้าทาย และปัจจัยสำคัญ ที่ควรพิจารณาก่อนการนำเทคโนโลยี SMR ไปใช้
TÜV NORD - มีความเชี่ยวชาญด้าน Testing, Inspection, Certification, Safety และ Technical Services
DMT - มีจุดแข็งในด้าน Engineering, Geotechnics, Exploration และ Natural Resources
การมีความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกันนี้ทำให้สามารถนำองค์ความรู้จากหลายสาขามาประกอบกัน เพื่อรองรับโครงการที่มีความซับซ้อนตั้งแต่การศึกษาความเป็นไปได้ การประเมินทางเทคนิค การวิเคราะห์ความเสี่ยง ไปจนถึงการวางแผนและพัฒนาโครงการ

SMR อาจมีขนาดเล็กกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิม แต่คำถามที่ต้องตอบกลับมีขนาดใหญ่กว่า
SMR จะสามารถผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำที่เชื่อถือได้ตลอด 24 ชั่วโมงด้วยต้นทุนที่แข่งขันได้หรือไม่?
และ SMR จะสามารถเป็นส่วนเชื่อมระหว่าง Renewable Energy กับ Firm Low-Carbon Electricity ได้หรือไม่?
คำตอบไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับ Economics, Regulation, Public Confidence และ Real-world Performance